ปฐมนิเทศอาสาสมัครหมู่บ้านพลัม

ขอบคุณเหตุปัจจัยต่าง ๆ ที่เข้ามาช่วยให้เราได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งในงานภาวนาครอบครัว หรือ Familiy Retreat ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-16 เมษายน 2560 ที่วังรี รีสอร์ท นครนายก

วันนี้เป็นวันปฐมนิเทศอาสาสมัครหมู่บ้านพลัม ที่จะไปช่วยงานในช่วงนั้น หลังจากแนะนำตัวตามปกติ ก็ได้มีโอกาสเล่าว่าที่มาที่ไปของการมาเป็นอาสาสมัครคืออะไร เหตุผลของเราก็คือ เราเองก็เคยมา Wake Up Retreat ตั้งแต่ปี 2011 แต่หลังจากนั้นก็ห่างหายไปเลยเพราะเรียนปริญญาโท และไปเป็นแอร์อยู่ดูไบ ก็เลยห่างหายหมูบ้านพลัมไป 3-4 ปีได้มั้ง หลังจากกลับมาอยู่ไทยแล้วรอบนี้ก็เลยมาร่วมกิจกรรมเรื่อย ๆ

Keep on reading!

บุษบาเร่ฝัน | เพราะตัวคุณมีแค่หนึ่งเดียว

 

รู้จักละครเรื่องนี้ครั้งแรกตอนไปเที่ยวทะเลแล้วไม่มีอะไรทำเลยเปิดทีวีดู ตอนนั้นน่าจะเป็นตอนที่ 3 ได้ เรื่องราวเริ่มงง ๆ เพราะนางเอกเริ่มสลับตัวกันแล้ว ด้วยความอยากรู้เรื่องราวก่อนหน้าเลยกดสั่งซื้อหนังสือเป็น E-book ผ่านทาง app MEB และนี่ก็เลยเป็นประสบการณ์อ่าน E-book อย่างจริงจังเป็นครั้งแรก

ก็ปรากฏว่าอ่านสนุกจนตะลุยอ่านจนจบภายในทริปนั้นแหละ

นางเอกของเรื่องชื่อบุษบา หรือ ซุ่ย (ชื่อตัวเอกจะหมายถึงดอกไม้ใบหญ้าทั้งหมด น่ารักดี) เป็นตัวละครที่เราเองก็เชื่อว่าทุกคนต้องมีโมเม้นต์แบบซุ่ย ๆ นะ แม้แต่เราเองก็เผลอเป็นอยู่บ่อย ๆ คือคุณเธอเป็นคนที่ชอบคิดว่าตัวเองไม่ได้เรื่อง ไม่ดี ไม่สวย ไม่เก่งอย่างใครเขา ขี้อิจฉา คอยเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นตลอดเวลา แล้วก็ฝันมโนว่าถ้าชั้นได้เป็นอย่างคนนั้นคนนี้ก็คงดี ไม่ว่าจะเป็น คุณโรส – working woman ตัวแม่ ที่ทั้งสวย เก่ง ฉลาด และได้คบหากับหนุ่มหล่อที่เธอแอบชอบ แวนด้า – สาวมั่น สวยจัด ผู้ไม่แคร์ใครนอกจากตัวเอง และกอหญ้า – สาวน้อยมากคุณหนู ผู้อ่อนหวานและมองโลกในแง่ดีอยู่ตลอดเวลา

โดยในระหว่างที่อ่านไปก็สะใจกับบทเรียนต่าง ๆ ที่ซุ่ยจะได้รับตลอดทั้งเรื่อง และเราจะเห็นพัฒนาการของนางเอกไปพร้อม ๆ กับความเข้าใจคำว่า “เพราะโลกนี้มีคุณเพียงคนเดียว คุณอาจไม่ได้ดิเลิศ แต่คุณมีความพิเศษที่ไม่มีใครเหมือน” ว่ามันเป็นยังไง อ่านจบแล้วก็รู้สึกว่านิยายเล่มนี้เป็น how-to ฉบับย่อม ๆ ได้เลยนะ ได้ข้อคิดอะไรหลาย ๆ อย่าง ทำให้เรากลับมามีความสุขอยู่กับสิ่งที่เราเป็นและเลิกคิดอยากเป็นอย่างคนนั้นคนนี้เสียที ติดที่ตอนจบนิยายเล่าเรื่องของทุกคนโลกสวยไปหน่อย ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าการที่คนเขียนพยายามสอนว่าไม่ให้อิจฉาคนอื่น แต่ตัวละครในเรื่องมันก็จะมีจุดที่น่าอิจฉาอยู่จนได้นั่นแหละ เอาเป็นว่าก็อย่าไปใส่ใจมากเพราะแก่นเรื่องที่คนเขียนอยากจะบอกผู้อ่านนั้นมันดีจริง ๆ
“ถึงตอนนี้ซุ่ยเข้าใจแล้ว ทุกคนมีความทุกข์เป็นของตัวเอง เราไม่สามารถเลือกเอาแต่ข้อดีของทุกคนมาไว้ในตัวเรา ดังนั้น แทนที่จะไปอิจฉาคนอื่น การเป็นตัวเองให้ดีที่สุด ยอมรับทั้งสุขและทุกข์ที่เรามี น่าจะเป้นสิ่งที่ง่ายที่สุดแล้ว”

ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต | เจ็บปวด ร้าวราญ แหลกสลาย แต่หยุดอ่านไม่ได้

 

File_000

ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกตเป็นหนังสือที่ได้รับรางวัลซีไรท์ประจำปี 2558 ความจริงแล้วเราเลิกอ่านซีไรท์มานาน ด้วยเหตุผลง่ายๆคืออ่านไม่รู้เรื่อง ส่วนนึงจำฝังใจมาจากตอนเด็กชอบหยิบหนังสือในตู้ของแม่มาอ่าน แม่เป็นคนไม่อ่า่นหนังสือแต่ชอบซื้อซีไรท์มาเก็บ จำได้ว่าเล่มแรกที่อ่านคือ “ก่อกองทราย” ของคุณไพฑูรย์ ธัญญา ตอนนั้นเด็กมาก อ่านหนังสือยังไม่ค่อยแข็งเลย แต่เข้าใจว่า ซีไรท์คือหนังสือดี อ่านจบแล้วงุนงงมากมาย ว่าทำไมไม่เห็นจะรู้เรื่องตรงไหนเลย นี่จบแล้วเหรอ

วันเวลาผ่านไป ตอนนี้แก่ขึ้นเยอะ มั่นใจว่าจากประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา จะช่วงสร้างภูมิคุ้มกันจนทำให้เราอ่านซีไรท์ได้รู้เรื่องขึ้น ประกอบกับเห็นว่าเล่มเล็ก ทนอย่างอย่างไรก็น่าจะจบ ก็ตัดสินใจซื้อมาจากงานหนังสือ

ขณะระหว่างอ่าน และหลังจากอ่านจบ ก็ไม่คลาดเคลื่อนไปจากที่อ่านรีวิวของหลายคนมาผ่านๆ ว่า นี่มันก็คือหนังสือที่เล่าเรื่องความรักน้ำเน่าโดยแท้ เน่าอย่างเดียวไม่มีน้ำดีผสม เน่าได้เน่าดี เน่าตั้งแต่ประโยคแรกยันตัวอักษรสุดท้าย ทุกตัวละครล้วนเจ็บปวด ร้าวราน สูญสลาย หาความสุขในชีวิตไม่ได้ หากมี ก็จะเป็นแค่ช่วงสั้น ๆ ที่ไม่มากเพียงพอให้นึกถึงอย่างมีความสุขในช่วงสิตท้ายของชีวิตด้วยซ้ำ โอ้ … คนเราจะสามารถเศร้าอะไรได้ถึงเพียงนี้หนอ

หากอ่านเอาเนื้อหา ก็จะสรุปได้ว่า นิยายนั้นน้ำเน่าสิ้นดี หากจะอ่านเอาความสวยงามของภาษา ก็ขอบอกว่ารุ่มรวยจนแทบไม่มีประโยคไหนที่จืดชืดไร้ความรู้สึกเลย ทุกประโยคแสดงอารมณ์อันข้นคลั่ก ราวกับแกงกะทิที่เผลอทำหกไปทั้งกล่อง หนาแน่นจนบางทีก็ต้องหยุดอ่านเพื่อหายใจหายคอบ้าง

หากจะอ่านเอาหิว ผู้เขียนทำได้ดีทีเดียว ยิ่งกว่าดูคลิปทำอาหารใด ๆ ไม่ผิดจากคำนำที่บอกว่าอยากจะหยุดคั่นหน้าหนังสือไว้ แล้วไปหาเมนูนานาชาติตามที่ในนิยายกล่าวถึงมากินเสียให้หายอยาก ที่จะไม่พูดไม่ได้เลยคือ เพลง เพลงคลาสสิกแต่ละบทที่กล่าวถึง ก็ทำให้เราต้องหาเปิดยูทูปฟัง แม้กระทั่งตอนที่เราเขียบนอยู่นี้ ก็กำลังฟัง “เพลงร้าวราญของเยียนาเช็ค” Leoš Janáček / The Janáček Quartet, 1966: String Quartet No. 1 – “Kreutzer Sonata”อยู่

.

ไม่ว่าจะอะไรก็ตามที่ปรากฏในหนังสือ ทำให้เราประจักษ์ดีกว่า ผู้เขียน ต้องเป็นคนที่ฟังมามาก รับประทานมามาก เห็นมามาก และอ่านมามากอย่างแน่นอน อะไรกันหนอที่ทำให้หนังสือเล่มเล็ก ๆ รุ่มรวย ชุ่มโชก เต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์และความรู้สึกขนาดนี้ – คงเป็นหนึ่งเหตุผลกระมังที่ทำให้ซีไรท์ปีนี้ตกเป็นของเธอ

ถ้าไม่เป็นภาระเกินไปต่อหัวใจของคุณ ลองเสพย์ “ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต” สัมผัสความเจ็บปวดรวดร้าวเหลือทนของแต่ละตัวละคร สงสารและสุขสมไปกับเขาและเธอ เมื่อตัวอักษรสุดท้ายมาถึง เชื่อเถอะ คุณจะรู้สึกว่า “ชีวิตฉันตอนนี้ดีเหลือเกินแล้ว”

.

ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต | วีรพร นิติประภา | มติชน | 180 บาท | 255 หน้า

The Good Dinosaur | ครอบครัว มิตรภาพ และการผจญภัยเพื่อก้าวผ่านความกลัว

the-good-dinosaur

.

วันนี้ตามน้องคนนึงไปดูหนังเรื่อง The Good Dinosaur ที่ Central world มา ตั๋วราคา 140 บาท ได้โรงใหญ่เลย แต่มีคนดูไม่มากนัก ประมาณเอาครึ่งโรงยังหลวม ๆ แต่ชอบเบาะที่นั่งมาก ไม่ได้ดุหนังที่นี่มานานแล้ว เบาะกว้าง นั่งสบาย ขาไม่ติดด้วย

โฆษณาก่อนหนังประมาณ 20 นาที แล้วก็เริ่มด้วยหนังการ์ตูนสั้นปะหน้าตามสไตล์  Pixar เขา หนังสั้นเรื่องนี้ชื่อ Sanjay’s Super Team เรื่องราวเล่าถึงมุมมองของ Sanjay ในวันเด็กถึงมุมมองของเขาต่อเทพเจ้าในศาสนาฮินดูที่พ่อพยายามปลูกฝังให้เขาศรัทธา สุดท้ายแล้ว Sanjay ก็พบปาฏิหารย์แห่งศรัทธาต่อเทพเจ้าของเขา แต่จะด้วยวิธีไหน อย่างไร ไปดูเองเองนะจ๊ะ สนุกทีเดียวแหละ แต่เราไม่อินกับแก่นของเรื่องสักเท่าไหร่ (อคติส่วนตัว แหะๆ) ประทับใจกับ Lava มากกว่า

iohfo3

.

มาถึงตัวหนัง The Good Dinosaur โดยรวมก็เป็นหนังที่สนุกมาก ทำให้เราทั้งหัวเราะ และต้องเสียน้ำตาในหลายฉากซึ้ง ๆ รับรองว่าเอาเด็กเล็ก ๆ ไปดูได้ หนังเข้าใจง่ายมาก ไม่ต้องตีความอะไรทั้งสั้น ถ้าใครยังลังเลก็แนะนำให้ไปดูเลย เพราะหลังจากนี้ จะมี spoil นะจ๊ะ

the-good-dinosaur-official-trailer-2-11

โดยเนื้อเรื่องเป็นเรื่องราวที่มีแกนเรื่องเกี่ยวกับ “ครอบครัว” และ “มิตรภาพ” ซึ่งเพื่อให้ได้ทั้งสองอย่างคืนมา ทำให้ตัวเอกของเรา “อาร์โล” ที่เคยเป็นเไดโนเสาร์น้อยจอมอ่อนแอ ขี้กลัว กลับต้องแข้มแข็งขึ้นและเผชิญกลับความกลัวนั้น ระหว่างการเดินทางของอาร์โลน้อยและสัตว์เลี้ยงผู้ซื่อสัตย์ (ในที่นี้ก็คือ คน นั่นเอง ทำซะเหมือนหมาเลย) ก็ต้องเจอกับการผจญภัยต่าง ๆ นา ๆ เจอมิตร เจอศัตรู ตามสไตล์ของอนิเมชั่น feel good ทั้งหลายแหล่

desktop-1442864683

แต่ว่าตั้งแต่ฉากน้ำท่วมครั้งแรก เรารู้สึกได้เลยว่า มันต้องเกิดอะไรขึ้นกับพ่อแน่ ๆ เพราะไม่งั้นประเด็นมันจะไม่รุนแรงพอที่จะส่งผลให้ตัวเอกเกิดการก้าวผ่านความกลัวไปสู่บุคลิกใหม่ที่ห้าวหาญ แบบพระเอกๆ (ตามสไตล์ feel good… เช่นเคย) แล้วพ่อก็ตายจริง ๆ กลิ่นของ The Lion King มาเต็ม ๆ เลยจ้าาาา… แล้วก็ไม่ต้องสืบนะ plot เรื่องราวเหมือน Lion King อวตารมาในร่างไดโนเสาร์ ซิมบ้าก็คือพระเอกอาร์โลน้อยของเรา มีคู่หูก็คือเจ้าหนูเด็กผู้ชาย มีคนแปลกหน้าที่มาทำอันตราย มีมิตรที่พบเจอระหว่างทาง และให้ความช่วงเหลือกัน (ตามสไตล์… เช่นเคย ) ขาดอย่างเดียวคือไม่มี”นางเอก” เพราะไดโนน้อยเด็กเกิน

pixar-good-dinosaur-landscape-technology

จะว่าไปแม้เรื่องราวจะสามารถเดาได้ตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงแรก แต่รายละเอียดที่ใส่เข้ามาก็ทำให้ดูได้ไม่เบื่อเลยแม้แต่นาทีเดียว ฉากเมาผลไม้บ้าบอคอแตกที่ใส่มาให้ฮากลิ้ง ไปจนถึงฉาก “วงกลมครอบครัว” ที่ทำให้เราต้องเสียน้ำตา นี่ยังไม่นับภาพที่สวยมาก มากๆๆๆ ป่า แม่น้ำ ภูเขา ต้นไม้ สวยและละเอียดราวกับของจริง (แค่ป่านี่ต้อง render งานกี่วันแล้ววะ) ทำให้พอออกจากโรงมา เรารู้สึกสนุกกับมันมาก ไม่เสียดายเงินเลยแม้แต่นิดเดียว

the-good-dinosaur-1

แอบประทับใจฉากป๋าทีเร็กซ์ คุยกับอาร์โลว่า ไม่ใช่ว่าตัวเขาไม่กลัวต่ออะไรเลยนะ แต่เป็นเพราะเขากลัวต่างหาก เขาถึงต้องสู้กับจระเข้ทั้ง 3 ตัวที่เข้ามารุมทำร้าย (และทิ้งรอยแผลเป็นบนหน้าอย่างเท่ไว้ให้) และสอนว่า “คนเราอะนะ เอาชนะความกลัวได้ หรือจะหนีความกลัวก็ได้ แต่ความกลัวมันไม่ได้หายไปหรอก ต้องหันหน้าไปรู้จักกับมันต่างหาก” (ไม่เป๊ะๆ นะ แต่ประมาณนี้) เรานี่คิดในใจ เฮ้ยยย… พุทธศาสนาชัด ๆ ป๋าหล่อมากฉากนี้

มีหลายคนเอาไปเทียบกับ Inside Out ว่า The Good Dinosaur สนุกกว่า ชอบมากกว่า สำหรับเราคิดว่าคงต้องแล้วแต่จริตของการดูหนัง ตอนดูจบ End credit ขึ้น รู้สึกว่ามันสนุกมากกกก ให้มาดูอีกสักรอบยังได้เลย แต่เชื่อมั้ย แค่ตอนขึ้นรถกลับบ้าน เราก็แทบจะลืมไปแล้วว่าวันนี้เราไปดูหนังเรื่องอะไรมา ?

ต่างกับ Inside Out ที่พอออกจากโรงมาเราก็มานั่งคุยกัน มานั่งเสิชข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจหนังให้ได้มากขึ้น แม้จะดูไปแล้วหลายวัน เรายังนึกถึงตัวละครนั้น ๆ อยู่ นึกถึงดิ๊งด่อง นั่งคิดว่า เอ… นี่เราทำเพื่อนในจินตนาการหายไปกี่ตัวแล้วนะ นึกไปถึงเรื่องราวในสมองคนอื่นว่ามันจะเป็นยังไงน๊า … คือด้วยความที่หนังต้องอาศัยกระบสนการความคิดเพื่อความเข้าใจ มันก็เลยทิ้งอะไรไว้ให้เราคิดต่อตามวัตถุประสงค์ของหนังนั่นแหละ แต่  The Good Dinosaur มันดูง่ายมาก ๆ มากแบบไม่ต้องตีความอะไรทั้งสิ้นอีกแล้ว ก็เลยไม่มีอะไรให้น่าจดจำมากนัก ก็แค่นั้นเอง

ถ้าจะบอกว่า Inside Out ไม่ใช่หนังสำหรับเด็ก  The Good Dinosaur ก็คงเป็นหนังสำหรับเด็กโดยแท้ทีเดียว

good-dinosaur-trailer-disney-pixar-arlo-spot

.

ป.ล. มีใครคิดเหมือนเรามั้ย ว่าครอบครัวมนุษย์ที่โผล่มาตอนท้าย น่าจะเป็นชาวมองโกล ที่อาศัยอยู่ทางตอนเหนือ อากาศหนาว จึงต้องล่าสัตว์เพื่อใช้หนังมาเป็นเสื้อผ้า แตกต่างจากเผ่าพันธุ์ของเจ้าหนูสป็อต

ท่าน ติช นัท ฮันห์ และหมู่บ้านพลัม คืออะไร

เนื่องจากเมื่อวานเราได้ไปร่วมกิจกรรมวันแห่งสติ ที่จัดโดยหมู่บ้านพลัม ณ สวนโมกข์กรุงเทพฯ หรือ BIA มา (เขียนไว้ที่นี่) ก็อยากจะมาแชร์ความรู้สึกไว้ใน blog นี้ แต่คนที่มาอ่านอาจจะเกิดความสงสัยว่าหมู่บ้านพลัมคืออะไร ใช่พุทธหรือเปล่า จึงตั้งใจเขียน blog แยกออกมาเพื่อขยายความอีกอันหนึ่ง

ท่าน ติช นัท ฮันห์ คือใคร

thay_016

หลวงปู่ ติช นัท ฮันห์ (Thich Nhat Hanh) เป็นพระภิกษุชาวเวียดนาม ท่านเป็นที่รู้จักในฐานะ พระเถระชั้นผู้ใหญ่ พระอาจารย์เซน พระมหาเถระในพุทธศาสนามหายานผู้สอนการฝึกสมาธิภาวนา เป็นกวี นักเขียน นักต่อสู้เพื่อสันติภาพ

ในสื่อบ้านเรามีการพูดถึงทานค่อนข้างมาก โดยช่อง Nation เคยทำสารคดี “จากสวนโมกข์สู่หมู่บ้านพลัม” เอาไว้ น่าสนใจมากทีเดียว ดำเนินรายการโดยคุณสุทธิชัย หยุ่น เดินทางไปถ่านทำถึงหมู่บ้านพลัมที่ประเทศฝรั่งเศส ดูเพลินและเข้าใจถึงแนวทางวิถีแห่งนิกายเซนได้ง่ายมาก ๆ  กดเพื่อชมรายการนี้ทาง Youtube

นอกจากนั้นก็ยังมีหนังสือที่เขียนโดยท่านติชหลายเล่ม ที่มีการแปลแล้วในบ้านเรา ซึ่งหนังสือที่เขียนโดยท่านติชนั้นมีความโดดเด่นตรงที่อ่านง่าย นำไปใช้ได้ทันทีในชีวิตประจำวัน เหมือนท่านเป็นคนที่มีจิตวิทยาสูง เข้าใจคน หนังสือที่ท่านเขียนเปรียบเหมือนการย่อยหลักธรรมออกมาให้เข้าใจง่าย หนังสือเล่มแรกของท่านที่เราอ่านมีชื่อว่า “ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ” และเป็นเล่มแรกที่มีการพิมพ์ในประเทศไทยด้วย

10410641

ปัจจุบันไม่แน่ใจว่าสามารถซื้อได้ที่ไหน แต่น่าจะมีการเผยแพร่ในรูปแบบ PDF และ audio book ด้วย (เคยเจอใน Youtube) อยากให้ลองหามาอ่านกัน เป็นหนังสือที่ดีมาก ๆ สอนให้เรามีสติอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะทำอะไรเราก็สามารถเจริญสติได้ในทุกขณะของชีวิต

หมู่บ้านพลัม

หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ ได้สร้าง “สังฆะ” ชุมชนแห่งการฝึกปฏิบัติเพื่อดำเนินชีวิตอย่างมีสติของพุทธบริษัท 4 ด้วยความตั้งใจที่จะแลกเปลี่ยนพระพุทธศาสนาในดินแดนตะวันตก สังฆะแห่งแรกตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2518 ชื่อว่า อาศรมมันเทศ (Sweet Potato Hermitage) ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศฝรั่งเศส จากนั้นได้ย้ายลงไปทางตอนใต้และตั้งชื่อสังฆะแห่งใหม่นี้ว่าหมู่บ้านพลัม  (Plum Village)  ตามชื่อต้นพลัมที่ปลูกอยู่ทั่วผืนดินแห่งนี้

ปัจจุบัน มีชุมชนการปฏิบัติธรรมแห่งหมู่บ้านพลัมกระจายอยู่ในหลายประเทศ อาทิประเทศฝรั่งเศส อเมริกา เยอรมัน ฮ่องกง และล่าสุดที่ประเทศไทยโดยมีนักบวชกว่า 500 รูป จาก 20 ประเทศทั่วโลก และมีกลุ่มปฏิบัติธรรมตามแนวทางหมู่บ้านพลัม หรือ “สังฆะ” เกือบหนึ่งพันกลุ่ม กระจายอยู่ใน 31 ประเทศทั่วโลก

หมู่บ้านพลัมในประเทศไทย ตั้งอยู่ที่บ้านสระน้ำใส ต. โป่งตาลอง อ. ปากช่อง จ. นครราชสีมา  กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง แต่ก็จัดบางส่วนไว้เป็นที่สำหรับการปฏิบัติธรรมด้วย ซึ่งบางกิจกรรมของหมู่บ้านพลัมที่จัดขึ้นหลาย ๆ วันก็จะไปจัดที่นี่แหละ เราเองเคยไปทำกิจกรรมอยู่หลายวัน อากาศดีมาก เป็นที่ ๆ เหมาะสมในการฝึกปฎิบัติมาก ๆ เลย

นักบวช

นักบวชของหมู่บ้านพลัม จะมีทั้งภิกษุ ภิกษุณี สามเณร และสามเณรี มีทั้งนักบวชชาวไทย เวียดนาม และชาวตะวันตก (ทำให้การมาร่วมกิจกรรมของหมู่บ้านพลัม ได้ฝึกภาษาอังกฤษด้วยนะ) นอกจากนั้นพระที่นี่ยังสามารถร้องเพลงได้ เล่นดนตรีได้ ดังนั้นไม่ต้องตกใจหากการเข้าร่วมกิจกรรมจะมีการร้องเพลงรวมอยู่ด้วยเสมอ ๆ โดยหมู่บ้านพลัมจะมีบทเพลงเป็นของตัวเอง เนื้อหาจะพูดถึงสติ ความสุข การปล่อยวาง และการกลับสู่บ้านที่แท้จริง ฟังแล้วก็รู้สึกเบิกบานและสงบอย่างประหลาดเลยล่ะ อย่างเช่นเพลงนี้เป็นต้น (มีทั้ง version ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ)

หากอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ท่านสนใจจะหาความรู้เกี่ยวกับหมู่บ้านพลัมเพิ่มเติม สามารถเข้าไปดูได้ที่ http://www.thaiplumvillage.org/ และหากสนใจเข้าร่วมกิจกรรมกับหมู่บ้านพลัม ก็มีกิจกรรม วันแห่งสติ ที่จัดขึ้นทุกสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนคี่ สามารถดูรายละเอียดได้ที่นี่ โดยเรเขียนถึง ประสบการณ์ S l o w l i f e ในวันแห่งสติ  เอาไว้ด้วย ถ้ายังไม่ได้ไปก็ไปลองอ่านกันก่อนได้นะ ^^

ขอขอบคุณผู้อ่านด้วยรอยยิ้มและลมหายใจนะคะ

🙂

Extremely “S L O W L I F E” ในวันแห่งสติ

กิจกรรมวันแห่งสติ เป็นกิจกรรมที่ให้ผู้เข้าร่วมได้ร่วมกันปฏิบัติภาวนา เพื่อความรู้ ตื่น และเบิกบาน ในรูปแบบเซน ตามแนวทางของท่าน ติช นัท ฮันห์ พูดง่าย ๆคือ เน้นการ “มีสติในทุกขณะจิต”

หากอยากรู้จักท่าน ติช นัท ฮันห์ และหมู่บ้านพลัมให้มากขึ้น คลิ๊กที่นี่จ้า

เรารู้จักหมู่บ้านพลัมมาหลายปีมากแล้ว จะกี่ปีแล้วนั้นจำไม่ได้ เอาเป็นว่ามากกว่า 5 ปีแน่ ๆ เพราะเมื่อค้นภาพเก่า ๆ ที่เคยไปเข้าค่าย Wake up หรืองานภาวนาคนหนุ่มสาว ซึ่งเป็นงานสุดท้ายที่เราร่วมกิจกรรมกับหมู่บ้านพลัมในปี 2011 นั่นก็นานถึง 4 ปี มาแล้ว (ไม่น่าเชื่อ ทำไมเวลาถึงผ่านไปเร็วขนาดนี้)

มานั่งทบทวนดู ก็ได้รู้ว่า สิ่งที่ทำให้เราห่างเหินจากการเข้าร่วมปฏิบัติ คือ

  • ปี 2012 ประสบปัญหาชีวิต เลือกไปวิปัสสนา 10 วัน ตามแนวทางของท่านโกเอ็นก้าแทน
  • ปี 2013 – ค่อนปี 2014 เริ่มเรียนปริญญาโท วันเสาร์ต้องไปเรียน และวันอาทิตย์นัดทำงานกลุ่ม เวลานอนยังแทบไม่มี
  • ค่อนปี 2014 – ค่อนปี 2015 ไปทำงานที่ดูไบ

สำหรับตอนนี้ที่เราออกจากงานแล้ว จึงมีเวลาไปร่วมกิจกรรมได้อย่างเต็มที่ มีหรือที่จะไปม่ไป พอเห็นประกาศทางหน้าเพจของ BIA ก็รีบสมัครเข้าร่วมทันที

dom
รายละเอียดของกิจกรรม (ในปัจจุบันเปลี่ยนเป็นจัดทุกเดือนคี่เท่านั้น)

ครั้งนี้ก็ตั้งใจที่จะแหกขี้ตาตื่นตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อไปให้ทันใส่บาตร (มังสวิรัติ) ถ้าหากท่านใดซื้อของไม่ทันจริง ๆ ที่กิจกรรมก็จะมีพวกนมถั่วเหลือหรือข้าวให้เลือกซื้อบ้าง แต่ไม่เยอะ

(สำหรับท่านที่ไม่สะดวกเดินทางให้ถึงก่อน 7 โมงเช้า จริง ๆ แล้วท่านสามารถเข้าร่วมกิจกรรมช่วงไหนก็ได้ แต่เราแนะนำให้ไปถึงตั้งแต่ 7 โมงเช้าเพื่อให้ทันใส่บาตรจะดีที่สุด โดยเฉพาะคนที่จะไปร่วมกิจกรรมเป็นครั้งแรก จะได้เห็นความสงบและสดใสที่แผ่ออกมาจากบรรดาหลวงพี่ที่มารับบาตร)

หลังจากใส่บาตรแล้วก็จะเป็นช่วงของการรับประทานอาหารเช้าร่วมกันด้วยความเงียบ เราต้องเราทุกคนตักอาหารให้เรียบร้อยก่อนถึงจะเริ่มขอบคุณอาหารและเริ่มรับประทาน ระหว่างที่นั่งรอเพื่อนๆ ตักอาหาร รวมไปถึงระหว่างรับประทาน ก็ให้มองไปในจานข้าวเพื่อพิจารณาถึงที่มาของอาหาร ขอบคุณบรรดาแม่คัวและคนที่ประกอบอาหารขึ้นมาให้เราได้รับประทานในมื้อนี้ และค่อย ๆ รับประทานด้วยการเคี้ยวอย่างช้า ๆ ให้ถึง 30 คำ

ยอมรับเลยว่าการกินอาหารช้า ๆ นี่ยากนะ เพราะเราคุ้นเคยกับการกินให้มันไวๆ เคี้ยวนิดเดียวก็กลืนแล้ว คำแรกยังไม่ทันกลืนก็ตักคำที่สองจ่อจะเข้าปากอยู่แล้ว (ฟังดูตะกละตะกรามน่าดู) แต่ไม่น่าเชื่อว่าการกินช้า ๆ เนี่ยมีส่วนทำให้อิ่มข้าวเร็วด้วยนะ จำได้ว่าตอนมื้อเที่ยงนี่รู้สึกอิ่มมาก ทั้งที่ตักมาไม่เยอะ (ปกติเป็นคนกินเยอะไง)

หลังจากนั้นก็จะมีการร้องเพลงของหมู่บ้านพลัมด้วยกันนิดหน่อย (พระที่นี่ร้องเพลงได้ เล่นกีตาร์ได้นะจ๊ะ มี movement ประกอบเพลงด้วยนะ พังค์ปะละ) มีการนำนั่งสมาธิ ต่อด้วยฟังธรรมที่บรรยายโดยหลวงพี่นิรามิสา (ในหมู่บ้านพลัมจะมีทั้งภิกษุและภิกษุณี โดยท่านเป็นชาวไทยคนแรกที่บวชกับหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ ในประเทศฝรั่งเศส) เรามาทำกิจกรรมกับหมู่บ้านพลัมกี่ครั้งก็จะเจอหลวงพี่นิรามิสาเสมอทำให้รู้สึกได้กลับมาบ้านอีกครั้ง (คำว่า “กลับบ้าน” ในหมู่บ้านพลัม หมายถึง การมีสติมาอยู่กับตัวอีกครั้ง)

พอเที่ยงก็ถึงเวลารับประทานอาหารกลางวันในความเงียบ อีกครั้ง (เป็นอาหารมังสวิรัติที่หลากหลายและอร่อยมากกกกกก ทำให้การรับประทานอย่างช้า ๆ จึงเป็นเรื่องที่ยากมากขึ้นไปอีก ขอบอก เพราะยิ่งอาหารมันอร่อย เรายิ่งอยากจะกินเร็วเพราะอยากเสพรสชาติของมัน เป็นการฝึกสติที่ดีจริงๆ ><)

หลังจากรับประทานอาหารก็ถึงช่วงเวลาที่รอคอย การผ่อนคลายอย่างสมบูรณ์ หรือการ “นอนสมาธิ” นั่นเอง ระหว่างนี้ก็จะมีหลวงพี่มาร้องเพลงให้ฟังจนหลับไปจริง ๆ เลย แต่ด้วยความที่เมื่อกี๊กินอิ่มมากเกินไป พอต้องลงไปนอนราบรู้สึกว่าทรมาณหน่อย ๆ แถมแอร์ก็เย็นด้วย ขอแนะนำว่า มื้อกลางวันกินแต่พอดี และควรมีพวกผ้าห่มเล็ก ๆ หรือผ้าพันคอมาด้วยจะดีมาก แอบเห็นพี่ ๆ บางคนเอาที่ปิดตามาเลยนะ พร้อมฝุด ๆ จะได้นอนสมาธิได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเนาะ

ต่อจากนั้นเป็นกิจกรรมกลุ่มย่อย โดยแต่ละคนจะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับการปฏิบัติ หรืออาจจะไม่เกี่ยวก็ได้ แต่เป็นเรืองที่อยากจะแชร์ให้กับเพื่อน ๆ โดยคนที่เหลือก็จะตั้งใจฟัง แค่ฟังเฉย ๆ เท่านั้น จะไม่มีการตัดสินว่าผิดหรือถูกอะไรทั้งสิ้น และเรื่องราวที่เล่าในกลุ่มก็จะทิ้งไว้ตรงนี้ ไม่มีการนำไปพูดต่อ

การเข้าร่วมกลุ่มย่อยเป็นกิจกรรมที่เรารู้สึกประดัดประเดิด หรือ awkward เสมอ คงเหมือนกับคนไทยทั่วไปที่ไม่คุ้นเคยกับการต้องเสนอความคิดเห็นหรือพูดเรื่องของตัวเองให้คนที่เจอกันเป็นครั้งแรกฟัง แต่ในครั้งนี้ด้วยความที่เป็นกลุ่มเล็กมาก ๆ (ยิ่งอยู่ท่ามกลางคนเยอะเราจะไม่ชอบพูดนัก รู้สึกว่าปล่อยคนอื่นพูดไปแล้วนั่งฟังก็พอ) ก็เลยตัดสินใจพูดเกี่ยวกับงานและความไม่สบายใจที่มี พอได้พูดก็รู้สึกดีนะ ถึงจะพูดได้ไม่ดีนัก แต่ก็เหมือนได้สำรวจตัวเองไปในที ยิ่งเป็นการพูดที่ไม่ได้เตรียมการมาก่อน มันจึงออกมาจากหัวเราเพียว ๆ เลย ไม่ได้ปรุงแต่งอะไร

สุดท้ายเป็นการเดินสมาธิ ก็เดินในสวนรถไฟนั่นแหละ ค่อย ๆ เดิน ฟังเสียงลม เสียงนก แล้วก็แยกย้ายกันกลับบ้าน

รู้สึกดีนะ นาน ๆ ที มาใช้ชีวิตแบบโคตรสโลว์ไลฟ์ ทำทุกอย่างช้า ๆ อย่างมีสติ เอาไปปรับใชักับชีวิตประจำวันได้ทันที แต่ก็ต้องฝึกปฏิบัติบ่อย ๆ ด้วย

เรามีความรู้สึกว่า เข้ากลุ่ม 2 เดือนครั้งมันน้อยไป ทำให้เห้นผลยาก อยากเข้ากลุ่มปฏิบัติให้บ่อยกว่านี้ ซึ่งความจริงเขาจะมีกลุ่มที่เรียกว่า “สังฆะ” กลุ่มต่าง ๆ จัดกิจกรรมเพื่อฝึกปฎิบัติร่วมกันหลังเลิกงาน เดือนละครั้งสองครั้ง แต่ส่วนมากจะอยู่แถว ๆ ในเมือง แถว ชิดลม สุขุมวิท ซึ่งไกลจากบ้านเรา ทำให้ตอนนี้ยังพิจารณาอยู่ว่าจะไปเข้าร่วมดีไหม

ป.ล. วันนี้ซื้อเบาะรองนั่งทรงกลมๆ มาด้วย ราคา 380 บาท (อยากได้มานานแล้วแต่สมัยก่อนราคานี้สำหรับเราคือแพงมาก ซื้อไม่ไหว) เอามาใช้นั่งกับโต๊ะญี่ปุ่นได้ดีทีเดียว ตอนนี้ก็ใช้นั่งพิมพ์ blog อยู่ สบายกว่านั่งกับเบาะเรียบธรรมดาเยอะเลย คิดถูกจริง ๆ ที่ซื้อมา เหมาะกับการนั่งสมาธินาน ๆ ด้วยนะ ^^

ป.ล.2 ขากลับเดินมาขึ้นรถเมล์ที่ป้ายสถานี MRT พหลโยธิน เจอคนขายคุกกี้พระพรด้วย (เกือบเดินผ่านโดยไม่สนใจไปแล้ว เพราะเราฝังใจกับพวกรับบริจาคข้างทาง ถ้าเจอจะเดินหนีทันที) ดีใจมากเลยเพราะวันก่อนซื้อไปให้แม่ชิมแล้วแม่บอกว่าชอบ ให้ซื้อมาอีก อยากจะซื้อสัก 2 กล่องแต่เงินสดเหลือไม่พอ (เพิ่งใช้ซื้อของใส่บาตรกับซื้อเบาะไป) เลยได้มาแค่กล่องเดียว น้องคนขายบอกว่า “ราคา 99 บาทเหมือนเดิม ขอให้พระเจ้าอวยพรนะครับ” เราซื้อกับน้องคนนี้ครั้งแรก พูดจาน่าประทับใจจัง วันหลังตั้งใจจะอุดหนุนอีก 🙂

File_000
คุกกี้พระพร อร่อยและได้ช่วยเหลือคนพิการด้วย

หมดไปอีก 1 วันดีๆ

🙂